Cynefin Framework กรอบแนวคิดเพื่อการแก้ไขปัญหา โดยอ. ศศิมา สุขสว่าง - เก๋

อาจารย์เก๋ไปอ่านบทความหนึ่งมา เกี่ยวกับ Cynefin Framework  ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา  เลยเอามาแปลและเล่าให้ฟังค่ะ

 

Cynefin Framework คืออะไร และใช้อย่างไร

Cynefin Framework เป็นกรอบคิดเพื่อช่วยผู้นำและทีมงานตัดสินใจให้เหมาะกับบริบทของปัญหา พัฒนาโดย Dave Snowden ในปี 1999 คำว่า “Cynefin” เป็นภาษาเวลส์ หมายถึงถิ่นที่อยู่หรือบริบทที่สิ่งต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน

 

กรอบนี้เน้นว่า ปัญหาแต่ละแบบไม่ควรใช้วิธีแก้เหมือนกัน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล รวมถึงระดับความแน่นอนของแต่ละสถานการณ์แตกต่างกัน  ปัญหาแต่ละแบบต้องการวิธีคิดที่ต่างกัน ปัญหาที่มีคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว กับปัญหาที่ไม่มีใครเคยเจอมาก่อน ไม่ควรถูกแก้ด้วยกระบวนการเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ Cynefin Framework ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแยกแยะปัญหา แล้วเลือกวิธีตอบสนองที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม

 

 

Cynefin แบ่งสถานการณ์ออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ Clear, Complicated, Complex, Chaotic และ Disorder หรือ Confusion การรู้ว่าสถานการณ์อยู่ในกลุ่มใด จะช่วยให้เลือกวิธีคิด วิธีบริหาร และวิธีตัดสินใจได้เหมาะสมมากขึ้น

 

1. Simple หรือ Clear: สถานการณ์ชัดเจน

เป็นสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลชัดเจน ปัญหาเคยเกิดขึ้นมาก่อนและมีวิธีจัดการที่เป็นมาตรฐาน สามารถใช้คู่มือ ขั้นตอน หรือแนวปฏิบัติที่พิสูจน์แล้วได้

 

แนวทาง คือ  รับรู้–จัดหมวดหมู่–ตอบสนอง (Sense–Categorize–Respond) เช่น งานประจำ การตรวจสอบเอกสาร หรือการบำรุงรักษาตามรอบ สิ่งสำคัญคือทำตามมาตรฐานอย่างมีวินัยและตรวจสอบว่าแนวปฏิบัติยังเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่

 

2. Complicated: สถานการณ์ซับซ้อนเชิงวิเคราะห์

เป็นสถานการณ์ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ทันที อาจมีคำตอบที่เหมาะสมหลายคำตอบ จึงต้องใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ และความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ

แนวทาง คือ  รับรู้–วิเคราะห์–ตอบสนอง (Sense–Analyze–Respond) เช่น การวิเคราะห์เครื่องจักรขัดข้อง การออกแบบระบบ หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทาง ทีมควรรวบรวมข้อมูล เปรียบเทียบทางเลือก และใช้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินก่อนตัดสินใจ

 

 

3. Complex: สถานการณ์ซับซ้อนพลวัต

เป็นสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถรู้คำตอบที่ถูกต้องล่วงหน้าได้ เพราะมีหลายปัจจัยเชื่อมโยงและเปลี่ยนแปลงกันอยู่ตลอด รูปแบบของเหตุและผลมักมองเห็นได้ชัดเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว

แนวทาง คือ ทดลอง–รับรู้–ตอบสนอง (Probe–Sense–Respond) โดยเริ่มจากการทดลองขนาดเล็กที่หากไม่สำเร็จก็ไม่สร้างความเสียหายรุนแรง หรือที่เรียกว่า Safe-to-Fail Experiment จากนั้นจึงสังเกตผล เรียนรู้ และขยายแนวทางที่ได้ผล ตัวอย่างเช่น การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร หรือการเข้าสู่ตลาดใหม่

 

 

4. Chaotic: สถานการณ์โกลาหลหรือวิกฤต

เป็นสถานการณ์ที่ยังไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล และไม่มีเวลามากพอสำหรับการวิเคราะห์ สิ่งสำคัญที่สุดคือหยุดความเสียหายและทำให้สถานการณ์กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุม

แนวทาง คือ  ลงมือ–รับรู้–ตอบสนอง (Act–Sense–Respond) เช่น ระบบหลักหยุดทำงาน การโจมตีทางไซเบอร์ หรือเหตุฉุกเฉิน ผู้นำต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว สร้างเสถียรภาพก่อน แล้วจึงรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และปรับแผนต่อไป

 

 

5. Disorder หรือ Confusion: ยังไม่ชัดว่าเป็นสถานการณ์แบบใด

เป็นภาวะที่ทีมยังไม่สามารถระบุได้ว่าสถานการณ์อยู่ในกลุ่มใด หากรีบใช้วิธีแก้โดยยังไม่เข้าใจบริบท อาจทำให้เลือกแนวทางผิด

 

วิธีจัดการ คือ แยกปัญหาใหญ่ออกเป็นส่วนย่อย แล้วพิจารณาว่าแต่ละส่วนเป็น Clear, Complicated, Complex หรือ Chaotic จากนั้นจึงเลือกวิธีรับมือให้เหมาะกับแต่ละส่วน

 

คำถามที่ช่วยแยกประเภทสถานการณ์

ก่อนเลือกแนวทางแก้ปัญหา สามารถใช้คำถามต่อไปนี้ช่วยพิจารณาได้

  • เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลมากน้อยเพียงใด
  • สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมหรือไม่
  • มีข้อมูลและความรู้เพียงพอหรือยัง
  • จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือไม่
  • คำตอบสามารถวิเคราะห์ล่วงหน้าได้ หรือจำเป็นต้องทดลองและเรียนรู้

หากเหตุและผลชัดเจน มักอยู่ใน Clear หากต้องวิเคราะห์หรือใช้ผู้เชี่ยวชาญ มักอยู่ใน Complicated หากผลลัพธ์ยังไม่แน่นอนและต้องทดลอง มักอยู่ใน Complex และหากสถานการณ์กำลังวิกฤตและควบคุมไม่ได้ มักอยู่ใน Chaotic

 

ตัวอย่างการนำไปใช้

ในการบริหารโครงการ งานบำรุงรักษาที่มีขั้นตอนชัดเจนอาจอยู่ใน Clear โครงการที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางอยู่ใน  Complicated โครงการนวัตกรรมที่ไม่รู้ผลล่วงหน้าอยู่ใน Complex และเหตุระบบล่มที่ต้องแก้ทันทีอยู่ใน Chaotic

ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หากเป็นสินค้าที่คุ้นเคยในตลาดเดิม สามารถใช้แนวทางที่พิสูจน์แล้วได้ แต่หากเข้าสู่ตลาดใหม่หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ควรเริ่มจากการทดลอง เก็บ Feedback และปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

ในการบริหารวิกฤต เหตุการณ์ที่มีแผนรองรับชัดเจนสามารถทำตามขั้นตอนได้ แต่เหตุฉุกเฉินที่ไม่เคยเกิดขึ้นอาจต้องควบคุมสถานการณ์ก่อน แล้วค่อยวิเคราะห์และสร้างมาตรการป้องกันภายหลัง

 

 

ประโยชน์ของ Cynefin Framework

กรอบคิดนี้ช่วยลดการมองปัญหาง่ายหรือซับซ้อนเกินความเป็นจริง ช่วยให้ทีมปรับวิธีคิดตามบริบท ลดการตัดสินใจจากความเคยชิน สนับสนุนการทดลองและความคิดที่หลากหลาย รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์และข้อมูล Feedback

 

หัวใจสำคัญของ Cynefin Framework คือไม่ใช่ทุกปัญหาควรใช้วิธีเดียวกันบางปัญหาควรใช้มาตรฐาน บางปัญหาต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ บางปัญหาต้องทดลอง และบางสถานการณ์ต้องลงมือควบคุมก่อน การระบุบริบทให้ถูกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่มีคุณภาพค่ะ

 

หากองค์กรกำลังมองหาแนวทางในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการตัดสินใจด้วยข้อมูล อาจารย์เก๋มีหลักสูตร "การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน และการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ (Complex Problem Solving & Decision Making)" ซึ่งออกแบบให้ผู้เรียนได้เข้าใจหลักการ ฝึกวิเคราะห์สาเหตุ ออกแบบทางเลือก ใช้เกณฑ์ประกอบการตัดสินใจ และนำเครื่องมือไปประยุกต์กับโจทย์จริงในการทำงาน ผู้ที่สนใจสามารถติดต่ออาจารย์เก๋ได้ตามรายละเอียดด้านล่างค่ะ

 

Credit บทความ : 

https://creately.com/guides/understanding-the-cynefin-framework/#what-is-the-cynefin-framework

 ........................................

ติดต่อวิทยากรสัมมนาอบรม In-House training ด้านความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนานวัตกรรม หรือติดตามบทความ ได้ที่

   

 

อ.ศศิมา สุขสว่าง (เก๋)อาจารย์ศศิมา สุขสว่าง -อ.เก๋

บริษัทเอชซีดี อินโนเวชั่น จำกัด

Email : sasimasuk.com@gmail.com

Line ID : sasimasuk.com หรือเบอร์โทร. 0815609994

Website: http://www.sasimasuk.com/  

FB: https://www.facebook.com/CreativetoInnovation/

Tel:  081-5609994

 Youtube: https://www.youtube.com/innoinninecreativetoinnovation 

Visitors: 465,764