กลยุทธ์นวัตกรรม (Innovation Strategy) คืออะไร พร้อม 8 ขั้นตอนการจัดทำ

กลยุทธ์นวัตกรรม (Innovation Strategy) คืออะไร พร้อม 8 ขั้นตอนการจัดทำ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจารย์เก๋มีโอกาสเข้าไปเป็นวิทยากร ที่ปรึกษา รวมถึงประเมินองค์กรด้านนวัตกรรมหลายแห่ง สิ่งหนึ่งที่พบค่อนข้างบ่อยคือ หลายองค์กรไม่ได้ขาด “ไอเดีย” เลยค่ะ บางองค์กรมีโครงการนวัตกรรมจำนวนมาก

 

มีการประกวดไอเดียทุกปี มี Innovation Team มีโครงการ Digital Transformation หรือเริ่มนำ AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ แต่เมื่อถามลึกลงไปว่าองค์กรต้องการสร้างนวัตกรรมไปเพื่ออะไร นวัตกรรมแบบใดสำคัญต่ออนาคต และโครงการไหนควรได้รับการลงทุนก่อนคำตอบของแต่ละหน่วยงานกลับไม่เหมือนกัน

 

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าองค์กรไม่มีความคิดสร้างสรรค์ แต่คือมีแนวคิดและโครงการจำนวนมากโดยยังไม่มี “ทิศทางร่วม” ที่ชัดเจน บางหน่วยงานทำเรื่องลดต้นทุน บางหน่วยงานสนใจ Customer Experience บางทีมอยากทำ AI ขณะที่อีกทีมกำลังคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ทุกเรื่องอาจเป็นเรื่องดี แต่ถ้าทั้งหมดไม่ได้เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจเดียวกัน ทรัพยากรขององค์กรก็จะถูกกระจายออกไป และสุดท้ายอาจมีโครงการนวัตกรรมเต็มองค์กร แต่ไม่เกิดผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์อย่างที่ต้องการ

 

นี่คือเหตุผลที่องค์กรจำเป็นต้องมีInnovation Strategy หรือ กลยุทธ์นวัตกรรม

Innovation Strategy ไม่ได้มีหน้าที่บอกเพียงว่า “ปีนี้เราจะทำโครงการอะไรบ้าง” แต่ต้องช่วยผู้บริหารตอบคำถามที่ยากกว่านั้น คือเราควรเลือกทำอะไร เพราะอะไร ควรลงทุนกับเรื่องใด และเรื่องใดที่เราจะยังไม่ทำ

 

Innovation Strategy คืออะไร

Innovation Strategy หรือ กลยุทธ์นวัตกรรม คือ แนวทางและกรอบการตัดสินใจที่องค์กรใช้กำหนดว่า จะสร้างนวัตกรรมเพื่ออะไร ต้องการสร้างคุณค่าให้ใคร จะเลือกพัฒนานวัตกรรมด้านใด และจะจัดสรรทรัพยากรอย่างไร เพื่อสนับสนุนเป้าหมายและกลยุทธ์หลักขององค์กร

 

คำว่า “กลยุทธ์” ในที่นี้มีความสำคัญมาก เพราะการมีกลยุทธ์ไม่ได้หมายถึงการมีโครงการเยอะ ๆ แต่หมายถึงการเลือก (Choice) องค์กรต้องเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องใดก่อน จะลงทุนตรงไหนมากเป็นพิเศษ และจะยอมไม่ทำอะไรบางอย่างเพื่อรักษาทรัพยากรไว้กับเรื่องที่สำคัญกว่า

 

ยกตัวอย่างเช่น หากกลยุทธ์หลักขององค์กรในอีก 3 ปีข้างหน้าคือการสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ กลยุทธ์นวัตกรรมก็ควรสนับสนุนการค้นหา New Business Model การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ การทดลองตลาดใหม่ หรือการสร้าง Strategic Partnership มากกว่าการกระจายงบประมาณส่วนใหญ่ไปกับโครงการปรับปรุงงานเล็ก ๆ ภายในองค์กร

แต่ในทางกลับกัน หากองค์กรอยู่ในอุตสาหกรรมที่การแข่งขันด้านต้นทุนสูงมาก เป้าหมายเชิงกลยุทธ์อาจเป็น Productivity และ Operational Excellence กลยุทธ์นวัตกรรมก็อาจให้น้ำหนักกับ Process Innovation, Automation, AI หรือ Data มากขึ้น

เพราะฉะนั้นInnovation Strategy ของแต่ละองค์กรไม่ควรเหมือนกันแม้องค์กรจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ตาม เพราะทิศทางการแข่งขัน ความสามารถ ทรัพยากร ลูกค้า และความท้าทายของแต่ละองค์กรแตกต่างกัน

 

Innovation Strategy ที่ดีจึงควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า องค์กรต้องการใช้นวัตกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายอะไร ต้องการสร้างคุณค่าให้กับใคร ปัญหาและโอกาสที่สำคัญอยู่ตรงไหน ควรให้น้ำหนักกับ Product, Service, Process หรือ Business Model Innovation มากน้อยเพียงใด และจะสร้างสมดุลระหว่างโครงการที่ให้ผลในระยะสั้นกับการลงทุนเพื่ออนาคตอย่างไร

 

อีกคำถามหนึ่งที่สำคัญมากแต่หลายองค์กรไม่ค่อยถามคือ“เราจะไม่ทำอะไร?” เพราะถ้า Innovation Strategy บอกเพียงว่าเราสนใจทุกอย่าง ทั้ง AI, Sustainability, Customer Experience, New Product, New Business, Process Innovation และ Digital Transformation ทั้งหมดพร้อมกัน สุดท้ายก็เท่ากับองค์กรยังไม่ได้เลือกกลยุทธ์อะไรเลย

 

Innovation Strategy ต้องเชื่อมกับ Business Strategy และ Corporate Strategy

อาจารย์เก๋มองว่าจุดนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะบางองค์กรทำแผนกลยุทธ์นวัตกรรมแยกออกมาจากแผนกลยุทธ์องค์กร เมื่อเป็นเช่นนั้น Innovation Strategy จึงกลายเป็นเหมือน “แผนงานของฝ่ายนวัตกรรม” มากกว่าจะเป็นเครื่องมือสร้างอนาคตให้กับธุรกิจ

 

จริง ๆ แล้วCorporate Strategy หรือ Business Strategy ควรเป็นจุดเริ่มต้นของ Innovation Strategy

Corporate Strategy จะตอบว่าองค์กรต้องการเติบโตไปในทิศทางไหน จะแข่งขันด้วยอะไร ตลาดใดสำคัญ รายได้ในอนาคตจะมาจากไหน หรือต้องลดความเสี่ยงด้านใด ส่วน Innovation Strategy จะตอบต่อว่าแล้วนวัตกรรมจะเข้ามาช่วยทำให้เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ถ้า Corporate Strategy ต้องการเพิ่มรายได้จากตลาดใหม่ Innovation Strategy ก็ต้องหาโอกาสในการสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ หรือ Business Model ที่เหมาะกับตลาดนั้น ถ้ากลยุทธ์องค์กรต้องการลดต้นทุนลงอย่างมีนัยสำคัญ นวัตกรรมก็อาจเข้าไปช่วยด้าน Process, Automation, AI หรือการออกแบบระบบการทำงานใหม่

 

ดังนั้นสองเรื่องนี้ไม่ควรแยกจากกัน แต่ควรเชื่อมเป็นเส้นเดียวตั้งแต่

Corporate Strategy → Innovation Strategy → Innovation Portfolio → Innovation Roadmap → Execution

อาจารย์เก๋จึงไม่ค่อยแนะนำให้เริ่มการทำ Innovation Strategy ด้วยคำถามว่า “ปีนี้เราจะจัดกิจกรรมนวัตกรรมอะไรดี” แต่ควรย้อนกลับไปถามก่อนว่า“องค์กรกำลังจะไปไหน และนวัตกรรมต้องช่วยอะไร?”

เมื่อคำถามแรกถูก คำตอบในขั้นต่อ ๆ ไปจะชัดขึ้นมาก

 

Innovation Strategy ที่ดีต้องเชื่อม 3 เรื่อง

จากประสบการณ์การทำงานกับองค์กร อาจารย์เก๋มองว่า Innovation Strategy ที่ดีควรเชื่อมโยงอย่างน้อย 3 เรื่องเข้าด้วยกัน คือBusiness Direction, Opportunity & Value และ Innovation Capability

1.เรื่องแรกคือBusiness Direction หรือทิศทางธุรกิจ

ต้องรู้ก่อนว่าองค์กรต้องการเติบโตหรือแข่งขันอย่างไร บางองค์กรต้องการสร้าง Growth บางแห่งเน้น Cost Leadership บางแห่งต้องการยกระดับ Customer Experience หรือเตรียมตัวเข้าสู่ธุรกิจใหม่ Innovation Strategy จึงต้องเริ่มจากความชัดเจนตรงนี้

 

2.เรื่องที่สองคือOpportunity & Value เมื่อรู้ว่าองค์กรจะไปไหนแล้ว

ต้องมองต่อว่าโอกาสอยู่ที่ไหน และเราต้องการสร้างคุณค่าให้ใคร โอกาสอาจเกิดจาก Pain Point ของลูกค้า เทคโนโลยีใหม่ การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค กฎหมายใหม่ คู่แข่งรายใหม่ หรือแม้แต่ปัญหาภายในกระบวนการทำงานขององค์กรเอง

3.ส่วนเรื่องที่สามคือInnovation Capability

ซึ่งเป็นเรื่องที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เพราะการเห็นโอกาสกับการทำให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นจริงเป็นคนละเรื่องกัน องค์กรอาจต้องมีคนที่มีทักษะใหม่ มีข้อมูล เทคโนโลยี งบประมาณ พันธมิตร กระบวนการ Innovation Governance หรือวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการทดลอง

 

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ องค์กรอาจตั้งเป้าว่าจะสร้างบริการด้วย AI แต่ถ้ายังไม่มีข้อมูลที่พร้อมใช้ ไม่มีคนที่เข้าใจ AI และไม่มี Process สำหรับทดลองกับลูกค้า กลยุทธ์ดังกล่าวก็อาจยังไปไม่ถึงผลลัพธ์

 

เพราะฉะนั้น Innovation Strategy ที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการบอกว่า“เราอยากทำอะไร”แต่ต้องตอบต่อด้วยว่า“เรามีความสามารถเพียงพอหรือยัง และต้องสร้างอะไรเพิ่มเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น”

 

ทำไมองค์กรต้องมี Innovation Strategy

เหตุผลแรกที่สำคัญมากคือ Innovation Strategy ช่วยให้ทั้งองค์กรเห็นทิศทางเดียวกันเมื่อพนักงานแต่ละหน่วยงานเข้าใจว่าองค์กรกำลังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเรื่องใด การคิดโครงการก็จะไม่กระจัดกระจายเหมือนเดิม

สมมติว่าองค์กรกำหนด Strategic Innovation Themes ไว้ชัดเจน 4 เรื่อง ได้แก่ Customer Experience, Process & Productivity, Sustainable Product และ New Business เมื่อแต่ละทีมต้องการเสนอ Innovation Project ก็สามารถถามได้ทันทีว่าโครงการนี้สนับสนุน Theme ไหน และสร้างผลลัพธ์อะไรให้กับองค์กร

 

ประโยชน์อีกข้อหนึ่งคือช่วยให้ผู้บริหารจัดลำดับความสำคัญและจัดสรรทรัพยากรได้ดีขึ้นเพราะในโลกจริงองค์กรไม่มีเงิน ไม่มีคน และไม่มีเวลามากพอที่จะทำทุกไอเดียพร้อมกัน การมีกลยุทธ์จึงช่วยตัดสินว่าโครงการใดควรลงทุนก่อน โครงการใดควรทดลองเล็ก ๆ และโครงการใดควรหยุด

 

Innovation Strategy ยังช่วยลดการทำ Innovation ตามกระแสด้วย ในช่วงที่ AI มาแรง ทุกองค์กรย่อมอยากนำ AI มาใช้ แต่คำถามที่ควรถามไม่ใช่เพียง “เราจะใช้ AI ตรงไหนได้บ้าง” แต่ควรถามว่า“AI จะช่วยแก้ Strategic Problem หรือสร้าง Value อะไรให้กับองค์กร?”

 

ถ้าตอบไม่ได้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ก็อาจกลายเป็น Technology Project มากกว่า Innovation ที่สร้างคุณค่า

นอกจากนี้กลยุทธ์นวัตกรรมยังช่วยสร้างสมดุลระหว่างวันนี้กับอนาคตองค์กรต้องมีทั้งโครงการที่สร้าง Quick Win โครงการที่ต่อยอดการเติบโต และการลงทุนบางส่วนเพื่อสำรวจอนาคต หากเลือกเฉพาะโครงการที่เห็นผลเร็วทั้งหมด องค์กรอาจดูมีผลงานในระยะสั้น แต่ไม่มีสิ่งใหม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในอีก 3–5 ปีข้างหน้า

 

สัญญาณว่าองค์กรอาจยังไม่มี Innovation Strategy ที่ชัดเจน

จากที่อาจารย์เก๋พบ หากองค์กรมีโครงการนวัตกรรมจำนวนมาก แต่ผู้บริหารยังตอบไม่ได้ว่าโครงการไหนสำคัญที่สุด หรือแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ Innovation ของตัวเอง นี่อาจเป็นสัญญาณว่ากลยุทธ์นวัตกรรมยังไม่ชัด

อีกอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยคือการวัดความสำเร็จจาก “จำนวนไอเดีย” มากกว่าคุณค่าที่เกิดขึ้นจริง บางองค์กรมีไอเดียหลายร้อยไอเดียต่อปี แต่เมื่อตามต่อว่ามีกี่เรื่องถูกทดลอง กี่เรื่องนำไปใช้จริง และกี่เรื่องสร้างรายได้ ลดต้นทุน หรือสร้างคุณค่าให้ลูกค้า กลับไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

 

บางแห่งมีงบประมาณนวัตกรรม แต่กระจายไปตามหน่วยงานและโครงการจำนวนมาก ไม่มี Innovation Portfolio กลาง ไม่มีหลักเกณฑ์ว่าจะ Continue, Pivot หรือ Stop เมื่อใด และไม่มีใครมองภาพรวมว่าการลงทุนทั้งหมดกำลังสร้างสมดุลระหว่างระยะสั้นกับอนาคตหรือไม่

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าองค์กรไม่ทำ Innovation แต่หมายความว่าองค์กรกำลังทำInnovation Project หลายโครงการ โดยอาจยังไม่ได้บริหารในระดับInnovation Strategy

 

 

Innovation Strategy ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

กลยุทธ์นวัตกรรมของแต่ละองค์กรสามารถออกแบบแตกต่างกันได้ แต่โดยหลักควรมีองค์ประกอบที่ช่วยตอบตั้งแต่ “ทำไปเพื่ออะไร” จนถึง “จะวัดผลอย่างไร”

1. Innovation Intent

Innovation Intent คือเจตจำนงหรือเหตุผลหลักว่าทำไมองค์กรต้องสร้างนวัตกรรม จุดนี้ควรมีความชัดเจน เพราะจะเป็นตัวกำหนดการเลือกโครงการในภายหลัง

บางองค์กรต้องการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ บางแห่งต้องการลดต้นทุนและเพิ่ม Productivity บางแห่งต้องการสร้าง Customer Experience ที่แตกต่าง ขณะที่องค์กรอีกประเภทหนึ่งอาจมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มความปลอดภัย หรือเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีในอนาคต

Innovation Intent จึงไม่ควรเขียนกว้าง ๆ ว่า “ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม” เพราะยังไม่ช่วยให้เกิดการตัดสินใจ แต่ควรชัดว่าการสร้างนวัตกรรมครั้งนี้ต้องการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อะไรขององค์กร

 

2. Innovation Objectives

เมื่อรู้ Intent แล้ว ขั้นต่อมาคือแปลงให้เป็นเป้าหมายที่สามารถติดตามได้ เช่น ต้องการให้รายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่คิดเป็น 15% ภายใน 3 ปี ลดระยะเวลาการให้บริการลง 30% ลดต้นทุนกระบวนการลง 10% หรือเพิ่มจำนวนโครงการนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้และขยายผลจริง

อาจารย์เก๋มองว่าจุดสำคัญคืออย่าตั้ง Objective เฉพาะเรื่อง “จำนวนกิจกรรม” เพราะการจัด Workshop 20 ครั้ง หรือการมีไอเดีย 500 ไอเดียยังไม่ได้บอกว่าองค์กรสร้างนวัตกรรมสำเร็จหรือไม่

 

3. Strategic Innovation Themes

เมื่อมีเป้าหมายแล้ว องค์กรควรเลือกStrategic Innovation Themes หรือประเด็นยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมที่ต้องการให้น้ำหนัก

ตัวอย่าง Theme เช่น Customer Experience Innovation, Digital & AI Innovation, Process & Productivity Innovation, Sustainable Innovation, New Product & Service หรือ New Business Model

 

ในมุมมองของอาจารย์เก๋ ไม่ควรมี Theme มากเกินไป ประมาณ3–5 เรื่องมักทำให้องค์กรมี Focus ได้ดีกว่า เพราะถ้ากำหนด 10–15 เรื่อง สุดท้ายทุกเรื่องก็จะกลายเป็นเรื่องสำคัญเท่ากัน และทรัพยากรก็จะกระจายเหมือนเดิม

Theme ที่ดีต้องไม่ใช่เพียงชื่อสวย ๆ แต่ควรอธิบายด้วยว่า Theme นั้นต้องการสร้างคุณค่าอะไร แก้ปัญหาอะไร มี Target Group ใด และคาดหวัง Business Outcome แบบไหน

 

4. Innovation Focus และ Innovation Ambition

องค์กรควรกำหนดด้วยว่าจะให้น้ำหนักกับนวัตกรรมประเภทใด เช่น Product, Service, Process หรือ Business Model Innovation รวมถึงต้องการระดับความใหม่ประมาณไหน

บางส่วนอาจเป็นIncremental Innovation ที่พัฒนาสิ่งเดิมให้ดีขึ้น บางส่วนเป็นAdjacent Innovation ที่ขยายไปยังตลาด ลูกค้า หรือความสามารถใหม่ และบางส่วนอาจเป็นTransformational Innovation ที่สร้างสิ่งใหม่หรือเปลี่ยน Business Model ขององค์กร

ไม่จำเป็นต้องเลือกระดับเดียว แต่ควรสร้างสมดุลที่เหมาะกับความเสี่ยงและทิศทางขององค์กร

 

5. Target Customer และ Stakeholder

นวัตกรรมไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะมัน “ใหม่” แต่ต้องสร้างคุณค่าให้ใครบางคน ดังนั้นกลยุทธ์ควรระบุให้ชัดว่าผู้รับคุณค่าหลักคือใคร อาจเป็นลูกค้าปัจจุบัน ลูกค้ากลุ่มใหม่ พนักงาน คู่ค้า ชุมชน ผู้ถือหุ้น หน่วยงานภาครัฐ หรือสังคมและสิ่งแวดล้อม

เมื่อ Target ชัด การเลือก Pain Point การออกแบบ Value Proposition และการวัดผลก็จะชัดขึ้นตามไปด้วย

 

6. Resource Allocation

จุดนี้เป็นตัวแบ่งค่อนข้างชัดระหว่าง Strategy ที่ “เขียนไว้” กับ Strategy ที่ “เอาไปทำจริง”

หากองค์กรประกาศว่า AI เป็น Strategic Innovation Theme แต่ไม่มีงบประมาณ ไม่มีคน ไม่มี Data ไม่มี Technology Infrastructure และไม่มีเวลาให้คนทดลอง เรื่องนั้นก็ยังเป็นเพียงความตั้งใจ

Innovation Strategy จึงต้องเชื่อมกับการจัดสรรงบประมาณ บุคลากร เวลา เทคโนโลยี ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ Partner รวมถึงพื้นที่สำหรับการทดลอง

 

7. Innovation Governance

องค์กรควรกำหนดระบบการตัดสินใจด้วยว่า ใครเป็นผู้กำหนดทิศทาง ใครคัดเลือกโครงการ ใครอนุมัติงบประมาณ ใครเป็น Sponsor และ Project Owner รวมถึงใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินว่าโครงการควรContinue, Pivot หรือ Stop

Innovation Governance สำคัญมากกับองค์กรที่มีโครงการจำนวนมาก เพราะหากทุกโครงการต่างคนต่างขออนุมัติ การลงทุนจะกระจัดกระจายและมอง Portfolio รวมได้ยาก

 

8. Innovation Metrics

การวัด Innovation ไม่ควรมองเพียงผลลัพธ์ปลายทางอย่างรายได้ แต่ควรวัดตั้งแต่ Input, Process, Output ไปจนถึง Outcome

ในระยะแรกอาจดูจำนวน Experiment คุณภาพของ Evidence หรือ Time to Pilot เมื่อโครงการเริ่มพัฒนาอาจดูการนำไปใช้งานจริง และเมื่อเข้าสู่ช่วง Scale จึงพิจารณา New Revenue, Cost Reduction, Customer Satisfaction หรือ Business Impact ที่เกี่ยวข้อง    

ที่สำคัญคืออย่าใช้ KPI ชุดเดียวกับทุกโครงการเพราะโครงการที่กำลังสำรวจอนาคตยังมีความไม่แน่นอนสูง ไม่ควรถูกวัดด้วยรายได้ทันทีเหมือนโครงการที่เข้าสู่ตลาดแล้ว

 

 

 

8 ขั้นตอนการจัดทำ Innovation Strategy

 

ขั้นตอนที่ 1 เชื่อมโยงกับกลยุทธ์หลักขององค์กร

การวางกลยุทธ์นวัตกรรมควรเริ่มจากการทบทวน Vision, Mission, Corporate Strategy และ Business Goals ก่อนเสมอ เพื่อให้รู้ว่าองค์กรต้องการไปที่ไหน

อาจตั้งคำถามว่า ในอีก 3–5 ปีองค์กรต้องการเติบโตจากอะไร ต้องแข่งขันด้วยคุณค่าแบบใด รายได้ใหม่จะมาจากไหน ความเสี่ยงหรือต้นทุนใดต้องลด และ Capability อะไรที่จำเป็นต่ออนาคต

ข้อมูลเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “กรอบ” ให้นวัตกรรม ไม่ให้ Innovation แยกออกจากธุรกิจ

 

ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์บริบท แนวโน้ม และการเปลี่ยนแปลงภายนอก

จากนั้นจึงมองออกไปภายนอกองค์กร เพื่อค้นหาว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงที่อาจกลายเป็นทั้ง Opportunity และ Threat

เครื่องมืออย่าง PESTEL, Trend Analysis, Technology Scouting, Competitor Analysis, Five Forces, Scenario Planning หรือ Strategic Foresight สามารถนำมาใช้ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด

สิ่งสำคัญกว่าการรวบรวม Trend จำนวนมาก คือการตีความให้ได้ว่า“สิ่งที่กำลังเปลี่ยนนี้มีความหมายอะไรต่อธุรกิจของเรา?”

เทคโนโลยีหนึ่งอาจเป็นโอกาสมหาศาลของบริษัทหนึ่ง แต่แทบไม่มี Strategic Impact ต่ออีกบริษัทหนึ่งก็ได้

 

ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาความต้องการของลูกค้าและ Stakeholder

หลังจากมองภาพใหญ่แล้ว ต้องลงมาดูว่าลูกค้า ผู้ใช้ หรือ Stakeholder กำลังมีปัญหา ความต้องการ หรือพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนไป

องค์กรสามารถใช้ Customer Journey, Voice of Customer, Empathy Map, Persona, Jobs to be Done, Value Proposition Canvas หรือ In-depth Interview เพื่อค้นหา Insight

อาจารย์เก๋แนะนำว่าอย่าพึ่งพาเพียงความคิดเห็นของคนในองค์กร เพราะสิ่งที่เราคิดว่าลูกค้าต้องการอาจไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่าจริง

 

ขั้นตอนที่ 4 ประเมินความสามารถภายในองค์กร

เมื่อเห็น Opportunity แล้ว ต้องกลับมามองตัวเองด้วยว่าองค์กรมีความพร้อมมากน้อยเพียงใด

ควรประเมินทั้ง Leadership, Culture, People & Skill, Innovation Process, Technology, Data, Budget, Collaboration, Innovation Portfolio และ Measurement System

เครื่องมืออย่าง SWOT, Gap Analysis, Innovation Maturity Assessment หรือ Capability Assessment สามารถช่วยให้เห็นว่าองค์กรมีจุดแข็งอะไร และมี Capability Gap ตรงไหน

บางครั้งสิ่งที่ต้องลงทุนก่อนอาจไม่ใช่ Innovation Project ใหม่ แต่เป็นการสร้าง Capability ที่ทำให้โครงการในอนาคตเกิดขึ้นได้

 

ขั้นตอนที่ 5 กำหนด Innovation Intent และเป้าหมาย

เมื่อนำข้อมูลทั้งจากภายนอก ลูกค้า และภายในมาประกอบกัน องค์กรจึงค่อยตอบว่า “เราจะใช้นวัตกรรมเพื่ออะไร”

ขั้นนี้ควรเลือกเป้าหมายที่เชื่อมกับ Business Outcome เช่น เพิ่มรายได้จากบริการใหม่ ลดต้นทุนด้วย Process Innovation เพิ่ม Speed to Market สร้างธุรกิจใหม่ หรือสร้างความสามารถด้าน AI และ Data

 

ขั้นตอนที่ 6 กำหนด Strategic Innovation Themes

จากเป้าหมายที่ได้ ไม่ควรกระโดดไปสร้างโครงการทันที แต่ควรจัดกลุ่มเป็น Strategic Innovation Themes ก่อน

อาจเลือกประมาณ 3–5 Themes แล้วระบุให้ชัดว่าแต่ละ Theme ต้องการสร้าง Value อะไร Target Group คือใคร มี Opportunity หรือ Problem อะไร และคาดหวังผลลัพธ์แบบไหน

ขั้นนี้จะช่วยเปลี่ยน Strategy ที่ยังค่อนข้างกว้างให้เริ่มกลายเป็นพื้นที่การลงทุนที่ชัดเจนขึ้น

 

ขั้นตอนที่ 7 ออกแบบ Innovation Portfolio

เมื่อมี Theme แล้ว จึงนำ Initiative และ Project ต่าง ๆ มาจัดเป็นInnovation Portfolio

Portfolio ที่ดีไม่ควรมีแต่โครงการประเภทเดียว องค์กรอาจใช้แนวคิด Three Horizons เพื่อช่วยมองสมดุลระหว่าง Horizon 1 ที่ต่อยอดธุรกิจปัจจุบัน Horizon 2 ที่สร้างโอกาสการเติบโตใหม่ และ Horizon 3 ที่สำรวจเทคโนโลยี ตลาด หรือ Business Model สำหรับอนาคต

อาจารย์เก๋มองว่าจุดนี้สำคัญมาก เพราะถ้าองค์กรเลือกแต่ Quick Win ทั้งหมด ระยะสั้นอาจดูผลงานดี แต่ระยะยาวอาจไม่มี Growth Engine ใหม่

ในทางกลับกัน หากลงทุนกับโครงการอนาคตทั้งหมดก็อาจสร้างความเสี่ยงต่อ Cash Flow และผลประกอบการปัจจุบัน การบริหาร Portfolio จึงเป็นเรื่องของการสร้างสมดุลระหว่างผลลัพธ์ ความเสี่ยง ระยะเวลา และทรัพยากร

 

ขั้นตอนที่ 8 แปลงเป็น Innovation Roadmap และติดตามผล

ขั้นตอนสุดท้ายคือการเปลี่ยน Strategy ให้เป็นการดำเนินงานจริง ผ่าน Innovation Roadmap ซึ่งควรระบุ Initiative หรือ Project สำคัญ ระยะเวลา Milestone Owner งบประมาณ Capability ที่ต้องพัฒนา Dependencies ความเสี่ยง และตัวชี้วัด

ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่หลายองค์กรสับสน เพราะInnovation Strategy กับ Innovation Roadmap ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

Strategy บอกว่าเราจะไปไหนและเลือกอะไร ส่วน Roadmap บอกว่าจะเดินไปอย่างไร เมื่อใด และใครทำ

 

 

Innovation Strategy แตกต่างจาก Innovation Roadmap อย่างไร

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ อาจารย์เก๋มองว่าInnovation Strategy คือ “ทิศทาง” ส่วน Innovation Roadmap คือ “เส้นทาง”

Innovation Strategy ต้องตอบว่าองค์กรจะสร้างนวัตกรรมเพื่ออะไร จะมุ่งไปด้านใด และจะลงทุนกับเรื่องอะไร ส่วน Innovation Roadmap จะนำทิศทางนั้นมาแปลงเป็นโครงการ Milestone Timeline ผู้รับผิดชอบ และทรัพยากร

ระหว่าง Strategy กับ Roadmap ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือInnovation Portfolio Management ซึ่งทำหน้าที่คัดเลือก จัดลำดับ และสร้างสมดุลให้กับโครงการทั้งหมด

ดังนั้นลำดับที่อาจารย์เก๋แนะนำคือ

Corporate Strategy → Innovation Strategy → Innovation Portfolio → Innovation Roadmap → Execution & Learning

ถ้า Strategy ยังไม่ชัด แล้วรีบทำ Roadmap สิ่งที่ได้อาจเป็นเพียงตารางโครงการจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่าควรลงทุนหรือไม่

ตัวอย่าง Innovation Strategy แบบง่าย ๆ

ลองสมมติว่าองค์กรแห่งหนึ่งกำหนด Corporate Strategy ในอีก 3 ปีว่า ต้องการสร้างรายได้จากบริการดิจิทัล เพิ่ม Productivity และสร้างธุรกิจใหม่

แทนที่จะเปิดรับโครงการนวัตกรรมทุกประเภท องค์กรอาจเลือก Strategic Innovation Themes เพียง 3 เรื่อง

Theme แรกคือCustomer Experience Innovation เพื่อสร้าง Digital Experience ใหม่และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า โครงการภายใต้ Theme นี้อาจเป็น Customer Journey Redesign, Digital Service หรือ Personalized Experience

Theme ที่สองคือProcess & AI Innovation เพื่อเพิ่ม Productivity และลดต้นทุน โครงการอาจเป็น Workflow Automation, AI-assisted Process หรือ Predictive Analytics

Theme ที่สามคือNew Business Innovation เพื่อสร้าง Revenue Stream ใหม่ ผ่าน New Service, Platform Business, Strategic Partnership หรือ New Business Model

เมื่อ Theme ชัด องค์กรจึงค่อยพิจารณาว่าโครงการใดควรเข้า Innovation Portfolio โครงการไหนควรลงทุนก่อน และแต่ละ Theme ควรได้รับทรัพยากรประมาณเท่าใด

นี่คือความแตกต่างระหว่างการมี“โครงการนวัตกรรมจำนวนมาก”กับการบริหาร“นวัตกรรมอย่างมีกลยุทธ์”

 

เครื่องมือที่ช่วยในการจัดทำ Innovation Strategy

เครื่องมือสำหรับวางกลยุทธ์นวัตกรรมมีหลายประเภท และแต่ละเครื่องมือเหมาะกับคำถามต่างกัน เช่น PESTEL ใช้สำหรับวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก Trend Analysis และ Strategic Foresight ใช้มองการเปลี่ยนแปลงและอนาคต Customer Journey และ Jobs to be Done ใช้ทำความเข้าใจลูกค้า SWOT และ Gap Analysis ช่วยประเมินสถานะองค์กร ขณะที่ Three Horizons และ Innovation Ambition Matrix เหมาะสำหรับช่วยออกแบบสมดุลของ Innovation Portfolio

 

Business Model Canvas และ Value Proposition Canvas ก็สามารถนำมาใช้เมื่อองค์กรต้องการสำรวจโอกาสด้าน Value Proposition หรือ Business Model ส่วน Technology Roadmapping เหมาะในกรณีที่ต้องเชื่อม Technology Development เข้ากับ Business Direction

 

อาจารย์เก๋ไม่แนะนำให้องค์กรพยายามใช้ทุก Framework เพราะยิ่งใช้เครื่องมือมากไม่ได้หมายความว่าจะได้ Strategy ที่ดีขึ้น ควรถามก่อนว่า“ตอนนี้เราต้องการข้อมูลอะไรเพื่อตัดสินใจ?” แล้วจึงเลือกเครื่องมือที่ตอบคำถามนั้นได้ดีที่สุด

 

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดทำ Innovation Strategy

ข้อผิดพลาดแรกคือการเขียนกลยุทธ์กว้างมาก เช่น “มุ่งสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมชั้นนำ” หรือ “ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี” ฟังดูดีแต่ยังไม่ช่วยตัดสินใจ เพราะไม่รู้ว่าจะมุ่งด้านใด สร้างคุณค่าอะไร หรือจะจัดสรรทรัพยากรอย่างไร

อีกข้อที่พบมากขึ้นในช่วงหลังคือเริ่มจาก Technology ก่อน Problem เช่น องค์กรประกาศว่าจะทำ AI ทุกหน่วยงาน ก่อนที่จะวิเคราะห์ว่าปัญหาและ Opportunity ที่สำคัญจริง ๆ อยู่ตรงไหน วิธีนี้อาจสร้าง Use Case จำนวนมาก แต่ไม่จำเป็นต้องสร้าง Strategic Impact

บางองค์กรมี Theme มากเกินไป เพราะไม่อยากตัดอะไรออก เมื่อทุกฝ่ายเสนอเรื่องของตนเองเข้ามา สุดท้ายจึงมี Strategic Priority เต็มไปหมด แต่ถ้าทุกเรื่องเป็น Priority ก็เท่ากับไม่มี Priority

อีกประเด็นคือเลือกแต่โครงการที่เห็นผลเร็ว เพราะทำ KPI ได้ง่าย ซึ่งทำให้องค์กรเต็มไปด้วย Incremental Innovation แต่ไม่มีโครงการสำหรับ Growth หรือ Future Option ในระยะยาว

นอกจากนี้ Strategy ที่ดีอาจล้มเหลวได้ถ้าไม่มี Capability รองรับ ไม่มี Owner ไม่มี Executive Sponsor ไม่มี Innovation Portfolio หรือยังใช้ KPI แบบเดียวกันกับทุกโครงการ

และข้อสุดท้ายที่ไม่ควรมองข้ามคือทำ Strategy แล้ววางไว้ทั้งที่บริบทของ Innovation เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า เทคโนโลยี คู่แข่ง กฎหมาย หรือ Business Environment กลยุทธ์จึงควรถูก Review และปรับเมื่อสมมติฐานสำคัญเปลี่ยนไป

 

สรุป Innovation Strategy คืออะไร และควรจัดทำอย่างไร

จากประสบการณ์ของอาจารย์เก๋ หลายองค์กรไม่ได้ขาดกิจกรรมด้านนวัตกรรมและไม่ได้ขาดคนที่มีไอเดีย สิ่งที่ขาดมากกว่าคือความชัดเจนว่านวัตกรรมแบบใดสำคัญต่ออนาคตขององค์กรจริง ๆ

เมื่อไม่มีคำตอบ โครงการต่าง ๆ จะเกิดขึ้นตามความสนใจของแต่ละฝ่าย บางโครงการเกิดเพราะเทคโนโลยีกำลังเป็นกระแส บางโครงการเกิดเพราะผู้บริหารสนใจ และบางโครงการเกิดเพราะต้องการมีผลงานนวัตกรรม แต่เมื่อมองรวมกันแล้วอาจไม่ได้พาองค์กรไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

Innovation Strategy ที่ดีจึงไม่ควรเป็นเอกสารที่ทำขึ้นเพียงเพื่อให้มีคำว่า Strategy แต่ต้องเป็นกรอบที่ช่วยผู้บริหารตัดสินใจจริง

ต้องช่วยตอบให้ได้ว่าจะลงทุนเรื่องใด จะไม่ทำเรื่องใด เรื่องใดควรทดลองก่อน เรื่องใดควรขยายผล และ Capability ใดต้องสร้างขึ้นก่อน

 

อาจารย์เก๋แนะนำให้องค์กรเริ่มจากการเชื่อม Innovation Strategy กับ Corporate Strategy ให้ชัด จากนั้นมอง Opportunity และ Customer Value ประเมิน Capability ขององค์กร เลือก Strategic Innovation Themes ที่สำคัญประมาณ 3–5 เรื่อง แล้วจึงออกแบบ Innovation Portfolio และ Innovation Roadmap ตามลำดับ

 

สิ่งสำคัญอีกประการคือ กลยุทธ์นวัตกรรมไม่ควรเป็นแผนตายตัว เพราะสมมติฐานเกี่ยวกับลูกค้า ตลาด เทคโนโลยี และคู่แข่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด Strategy ที่ดีจึงควรมีทั้งความชัดเจนในทิศทาง และความยืดหยุ่นในการปรับตัว

 

เมื่อ Corporate Strategy, Innovation Strategy, Innovation Portfolio, Innovation Roadmap, Innovation Culture และระบบบริหารนวัตกรรมเชื่อมโยงกัน องค์กรจึงจะเปลี่ยนจากการทำ “โครงการนวัตกรรมเป็นครั้ง ๆ” ไปสู่การสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ และสามารถสร้างผลลัพธ์ให้กับธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องค่ะ

 

 

อาจารย์เก๋หวังว่า บทความจะมีประโยชน์ให้กับผู้บริหาร คนทำงาน และองค์กรต่างๆนะคะ  หากองค์กรต้องการวางกระบวนการพัฒนานวัตกรรม สร้างทีม Innovation Coach หรือพัฒนาบุคลากรให้สามารถเปลี่ยนปัญหาเป็นโครงการนวัตกรรม อาจารย์เก๋ ศศิมา สุขสว่าง ให้บริการอบรม สัมมนา โค้ช และให้คำปรึกษา เช่น

  • หลักสูตร Creative Thinking and Innovation Development
  • หลักสูตร Design Thinking for Innovation Development
  • หลักสูตร Creative Problem Solving and Decision Making
  • หลักสูตร Innovation Mindset
  • หลักสูตร Innovation Coaching for Leaders
  • หลักสูตร Business Model Canvas and Value Creation
  • การพัฒนา Innovation Process และ Innovation Pipeline
  • การจัดทำ Innovation Strategy, Roadmap และ Innovation KPI
  • การพัฒนาองค์กรนวัตกรรม
  • การให้คำปรึกษาระบบการจัดการนวัตกรรมตาม ISO 56001

องค์กรสามารถติดต่ออาจารย์เก๋และบริษัท HCD Innovation Co., Ltd. เพื่อออกแบบหลักสูตรและ Innovation Process ให้เหมาะกับโจทย์ ประเภทธุรกิจ ระดับความพร้อม และเป้าหมายขององค์กร โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.sasimasuk.com

................................

 

ติดต่อวิทยากรสัมมนาอบรม In-House training ด้านความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนานวัตกรรม หรือติดตามบทความ ได้ที่

 

   

 

อ.ศศิมา สุขสว่าง (เก๋)อาจารย์ศศิมา สุขสว่าง -อ.เก๋

บริษัทเอชซีดี อินโนเวชั่น จำกัด 

Email : sasimasuk.com@gmail.com 

Line ID : sasimasuk.com หรือเบอร์โทร. 0815609994 

Website: http://www.sasimasuk.com/   

FB: https://www.facebook.com/CreativetoInnovation/ 

Tel:  081-5609994 

 Youtube: https://www.youtube.com/innoinninecreativetoinnovation

Visitors: 471,013